ประโยชน์ของเห็ดหอม

เห็ดหอมในเมืองไทยมีมาก ใช้ปรุงอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติ มีกลิ่นหอม และมีคุณสมบัติทางโภชนาการอยู่ในขั้นดี พบว่ามีวิตามินบี 1 บี 2 และวิตามินดีในปริมาณมาก ชาวเอเชียนิยมรับประทานกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะชาวจีน และญี่ปุ่นเชื่อกันว่าเป็นยาอายุวัฒนะ เห็ดหอมมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า เลนตินัส เอ็ดดอดเดส (Lentinus edodes) ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า ชิตาเกะ (Shi ta ke) สำหรับผู้ที่นิยมรับประทานเห็ดหอมควรจะมีความรู้เกี่ยวกับเห็นนี้ไว้บ้าง ชาวญี่ปุ่นชื่อ ยาซูฮิโร ยามามูร่า และชาวอเมริกันชื่อเคนเน็ท ดับบริว โคแกรน จากมหาวิทยาลัยการแพทย์เซ้าท์ คาโรไลน่า มลรัฐคาโรไลน่า สหรัฐอเมริกา กับมหาวิทยาลัย มิชิแกน มลรัฐมิชิแกน ได้ทำการค้นคว้าพบว่า สารอาหารในเห็ดหอมสามารถต่อต้านเชื้อไวรัวได้หลายชนิด เช่น ไวรัสที่ทำให้เกิดโปลิโอ ไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ และยังมีรายงานว่าพบสาร เลนติแนน (Lentinan) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการต่อต้านมะเร็ง และสกัดกั้นการเจริญเติบโตของเชื้อมะเร็งและมีสารอิริทาดีนีน (Eritadinine) สามารถลดไขมันในหลอดเลือดนอกจากนี้พบว่ามีสารอาร์เอนเอ (RNA = Ribonucleic Acid) ซึ่งเป็นตัวควบคุมการสร้างเซลล์ และควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ในร่างกายให้ปกติสมบูรณ์ ในน้ำเห็ดที่ถูกสกัดออกมาจะให้ภูมิคุ้มกันเนื้องอก หรือเซลล์ผิดปกติ และเป็นตัวเร่งหรือตัวกระตุ้นให้สร้างสารอินเทอร์เฟอรอน (Interferon) ในเซลล์ ยังผลให้เกิดภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสผู้เขียนมั่นใจเหลือเกินว่าถ้าเห็ดหอมสามารถเร่งให้เซลล์สร้างอินเทอร์เฟอรอนได้จริงแล้ว ไม่เพียงแต่ป้องกันไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ และโปลิโอตามที่เข้าใจกันเท่านั้น เพราะว่าทำงานลักษณะเดียวกันกับวิตามินซี คือกระตุ้น หรือเร่งให้เซลล์สร้างอินเทอฺร์เฟอรอน และตัวอินเทอร์เฟอรอนนี้ไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตภูมิต้านทานไวรัสอีกทีหนึ่ง ซึ่งภูมิต้านทานนี้สามารถต่อต้านโรคไวรัสตับอักเสบบี ชนิด เอ บี ซี และอื่นๆ เช่น โรคโพลิโอ โรคเยื่อสมองอับเสบ โรคหัด โรคปอดบวม และฝีดาษที่เกิดกับวัว และควาย เป็นต้น มีเห็ดอีกชนิดหนึ่ง คนจีนให้ความเชื่อถือมาก ถึงกับให้ชื่อว่า เป็นเห็ดแห่งสวรรค์มีชื่อว่า เล่งจือเจ่ง หรือเห็ดเรชิ (Rei chi) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า กาโนเดอร์มาลูชิดุม (Ganodermalucidum) ว่ากันว่า วงการแพทย์ในประเทศจีนยอมรับว่ามีสรรพคุณทางยาเป็นอันดับหนึ่ง มีผลกับระบบประสาท ระบบหายใจ ระบบการย่อย และระบบกล้ามเนื้อ

อ่านเพิ่มเติม: ประโยชน์ของเห็ดหอม

พลังบำบัดของผักผลไม้

ผลไม้หลากหลายสีสันนั้นมีคุณประโยชน์อนันต์สามารถเยี่ยวยารักษาร่างกายของเราให้แข็งแรง อายุยืนยาว เนื่องจากภายในผักไม้ผลมีสารโฟโตเคมิคอล สารอินทรีย์และเอ็นไซม์หลากหลาย ดุจดังเทวดาที่ดูแลรักษาร่างกายของเรา มาดูกันว่า ผลไม้มีพลังบำบัดอะไรบ้าง

  • ผลไม้มีพลังบำบัด ปกป้องหัวใจของเราให้แข็งแรง จากผลการศึกษาหลายชิ้นพบว่า ผู้ที่กินผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจต่ำ แหล่งสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อหัวใจได้แก่ ชาและไวน์ เพราะชาและไวน์มีสารฟลาโวนอยด์สูง การกินสารที่มีฟลาโวนอยด์ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเราได้
  • ผลไม้ช่วยปกป้องดีเอ็นเอของเรา อนุมูลอิสระจากสารพิษทำให้ดีเอ็นเอในเซลล์ของเราที่เสียหายกลับกลายเป็นแข็งแรง ดุจถูกเวทย์มนต์เสก ผู้ที่กินผักไม้เป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด มีอายุยืนยาว งานวิจัยในห้องทดลองพบว่าโพโตเคมิคอลในผลไม้ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอก ทำให้เนื้องอกฟ่อลง โดยเฉพาะผลไม้ที่มีสีแดง สีส้มและสีเหลือง ซึ่งช่วยลดการเติบโตของเนื้องอกได้เป็นอย่างดี
  • ผลไม้ช่วยควบคุมอาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน คนที่เป็นโรคเบาหวานต้องดูแลตัวเองไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป เพราะอาการแทรกซ้อนเบาหวานค่อนข้างน่ากลัว เช่น ตาบอด ปลายประสาทถูกทำลาย และไตวาย โดยผักผลไม้ที่กรดอัลฟาไลโพอิก ซึ่งพบได้ในผักโขมและบรอกโคลี ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดและปลายประสาทอักเสบได้
  • ผลไม้ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม มีงานวิจัยบอกว่า คนที่กินผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ลดร้อยละ 34 และผลไม้ที่มีวิตามินอีช่วยลดภัยจากโรคความจำเสื่อม
  • ผลไม้ช่วยบำรุงรักษาดวงตา โดยเฉพาะแครอทช่วยบำรุงสายตา เพราะแครอทอุดมด้วยเบตาแคโรทีน ซึ่งร่างกายของเราจะเปลี่ยนให้มันกลายเป็นวิตามินเอ อันเป็นสารที่จำเป็นต่อดวงตา สารเบตาแคโรทีน นอกจากเบตาแคโรทีนจะพบในแครอทแล้ว ยังพบมากในผักโขม คะน้าและผักกาดเขียว

เห็นแล้วว่า ผักผลไม้มีพลังบำบัดรักษาได้ดีแค่ไหน ก็หันมารับประทานผักผลไม้กันเยอะๆนะครับ เพราะสุขภาพดีได้จากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เหมือนดังประโยคที่บอกว่า You are what you eat เรารับประทานอะไรเข้าไปเราก็เป็นแบบนั้น นั้นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก www.healthcarezones.com

กินอย่างไรจึงจะไม่ป่วย

เคล็ดลับสุขภาพในเรื่อง กินอย่างไรจึงจะไม่ป่วยนี้ เป็นเคล็ดลับที่ผมได้เรียนรู้มากจากหมออู๋ ผู้ซึ่งเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้ายแต่กลับกลายมาเป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรง และได้เขียนหนังสือ ธรรมชาติบำบัด ที่ขายดีไปทั่วโลก หลังจากที่ผมได้ลองปรับพฤติกรรมการกินอาหารตามแบบฉบับของหมออู๋แล้ว พบว่า สุขภาพดีขึ้นจริงๆครับ โดยเคล็ดลับการกินแบบหมออู๋ก็คือ การเน้นอาหารจากธรรมชาติ ขอเพียงเรากินผักผลไม้ตามธรรมชาติทุกวัน เราะก็จะไม่เจ็บไข้ได้ป่วย เพราะอาหารจากธรรมชาติ คือ ยาวิเศษนั้นเอง

อาหารจากธรรมชาติจะให้อินทรียสารจากพืช สารต้านอนุมูลอิสระ และเอนไซม์ต่างๆที่จำเป็นต่อร่างกาย และในร่างกายเรามีระบบภูมิคุ้มกัน และระบบการรักษาตัวเอง เพื่อให้เรามีสุขภาพแข็งแรง  ชีวิตเป็นสุข อายุยืนยาว สารต่างๆที่ร่างกายเราต้องการล้วนอยู่ในผัก ผลไม้ ธัญพืช และพืชตระกูลถั่ว

เคล็ดลับสุขภาพแบบฉบับหมออู๋ กินอย่างไรจึงจะไม่ป่วย

  • ดื่มน้ำผักผลไม้ปั่นที่มีอินทรียสารจากพืชปริมาณสูง 4-6 แก้วทุกวัน เพื่อฟอกเลือดให้สะอาด และเพิ่มมประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันและระบบป้องกันตัวเอง
  • มื้อเย็น กินสลักผักสดและข้าวผสมธัญพืชห้าชนิด เพื่อรักษาอวัยวะภายใน
  • ทุกๆวันต้องออกกำลังกายกาย 20-30 นาที เพื่อยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกายแต่พอควร
  • ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว เพื่อขับพิษ เพราะน้ำคือต้นกำเนิดของทุกสรรพชีวิต
  • ทุกๆวัน ต้องขับถ่ายให้ได้ 3-4 ครั้ง เพื่อขับสารพิษออกร่างกาย ถ้าอยากมีอายุยืนยาวต้องรักษาลำไส้ใหญ่ให้สะอาด
  • พยายามหัวเราะและอารมณ์ดีอยู่เสมอ เพราะความเบิกบานใจคือต้นเหตุของอายืน
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอตามสภาพร่างกายของแต่ละคน นอนหัวค่ำ ตื่นแต่เช้าตรู่
  • สำนึกในบุญคุณ ทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่น พยายามทำความดีวันละเรื่อง
  • สวดมนต์ไหว้พระ ทำจิตใจให้สงบ สร้างความสมดุลทางจิตใจ

นี่คือเคล็ดลับปรับสุขภาพดี ตามแบบฉบับของหมออู๋ สำหรับผมแล้ว มันไม่ยากเกินไปเลย กลับการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ในเรื่องอาหารการกิน พฤติกรรม รวมไปถึงจิตใจ  ผมเชื่อว่า ธรรมชาติสร้างสรรค์สิ่งต่างๆมาให้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว หากมนุษย์ไม่ดัดแปลงไปจากเดิมมาก อาหารนั้นย่อมยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับร่างกายอย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก www.healthcarezones.com

กาเฟอีนทำอะไรกับร่างกายเราบ้าง

เราพบว่า กาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟ ชา น้ำอัดลม แม้แต่ในช็อกโกแลตจะออกฤทธิ์โดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง กาเฟอีนออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว ทำให้ความคิดความอ่านกระจ่างขึ้น ลดอาการอ่อนล้า ปล่อยน้ำตาลในร่างกายที่เก็บสะสมออกมาทำให้อารมณ์ดี กระชุ่มกระชวย แต่เรารู้หรือไม่ว่า นอกจากนี้กาแฟอีนยังทำให้เกิดผลเสียกับร่างกายของเราด้วย จากบทความของ ดร.เอิร์ท มินเดลล์ พบว่า

  • น้ำตาลที่ถูกขับออกมาหลังดื่มกาแฟ ทำให้ระบบต่อมไร้ท่อทำงานหนัก สุดท้ายแล้ว ต่อมหมวกไตอาจเกิดอาการล้า ส่งผลให้น้ำตาลในเลือกต่ำได้
  • ผู้ที่ดื่มกาแฟจัดมีอาการวิตกกังวล ลุกลี้ลุกลนได้
  • นายแพทย์จอนห์น มินทัน จากมหาวิทยาลัยโอโฮโอ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านมะเร็ง พบว่า การรับประทานสารเมทิลเซนทินมากเกินไป (สารเคมีในกาเฟอีน) ทำให้เกิดเนื้องอกที่เต้านมและต่อมลูกหมาก
  • กาเฟอีนทำให้ร่างกายต้องสูญเสียวิตามินบี
  • กาแฟเพิ่มความเป็นกรดในระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาหารคันบริเวณทวารหนักได้
  • แพทย์หลายท่านมีความเห็นว่า กาเฟอีนอาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคความดันโลหิตสูง และหัวใจ
  • วารสารทางการแพทย์ของอังกฤษ lancet รายงานว่า กรบริโภคกาแฟมีความสัมพันธ์ค่อนข้างชัดเจนกับการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ในวารสาร Journal of the America Medical Association มีรายงานถึงโรคที่มีชื่อเรียกว่า โรษพิษกาแฟ (Caffeinism)ซึ่งมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด หงุดหงิด นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย วูบวาบ หนาวสั่นและอาจมีไข้ต่ำๆร่วมด้วย
  • ศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ของสาธารณะแนะนำให้หญิงมีครรภ์หลีกเลี่ยงกาเฟอีน เนื่องจากมีการศึกษาพบว่า การรับประทานกาเฟอีน ก่อให้เกิดภาวะพิการแต่กำเนิดในสัตว์ทดลอง
  • จากการทดลอง กาเฟอีนในปริมาณที่มากทำให้สัตว์ในห้องทดลองชักและเสียชีวิตาได้
  • กาเฟอีนสามารถเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตให้ขึ้นสูงขึ้น จนถึงเกณฑ์อันตรายได้ หากรับประทานร่วมกับยาลดน้ำมูก ยาขยายหลอดลม

กาเฟอีนมีทั้งประโยชน์และโทษ การหลีกเลี่ยงหรือรับประทานในปริมาณที่น้อยลงอาจช่วยได้ เพราะปริมาณคาเฟอีนที่น้อยๆ ร่างกายย่อมสามารถขับออกจากร่างกาย แต่หากกาเฟอีนมีมากจนเกินไปอาจเป็นพิษ

ขอบคุณข้อมูลจาก www.healthcarezones.com